ระบบสุริยะ

ดวงอาทิตย์ (Sun)
ระยะห่างจากศูนย์กลางดาราจักรทางช้างเผือก 24000-26000 ปีแสง
รัศมี (โดยเฉลี่ย) 696000 กิโลเมตร (109 เท่าของโลก)
มวล 1.9891×1030 kg (332900 เท่าของโลก)
คาบเวลาการโคจรรอบดาราจักรทางช้างเผือก 225-250 ล้านปี
คาบเวลาการหมุนรอบตัวเอง 25 วัน (บริเวณเส้นศูนย์สูตร)
สัญลักษณ์
อุณหภูมิที่พื้นผิว 5500 องศาเคลวิน
อุณหภูมิที่แกนกลาง 15 ล้านองศาเคลวิน

 

ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ที่ศูนย์กลางของระบบสุริยะซึ่งถือกำเนิดขึ้นมากว่า 4.6 พันล้านปี ดวงอาทิตย์มีมวลมากกว่ามวลรวมของดาวเคราะห์ทั้งหมดในระบบสุริยะถึง 750 เท่า แกนกลางของดวงอาทิตย์เปรียบเสมือนเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันที่หลอมอะตอมของไฮโดรเจนกลายเป็นฮีเลียมและปลดปล่อยพลังงานออกมาในปริมาณมหาศาลขึ้นสู่พื้นผิวของดวงอาทิตย์
ตำแหน่งของดวงอาทิตย์ในดาราจักรทางช้าง
ภาพจาก http://cass.ucsd.edu/public/tutorial/MW.html
ดวงอาทิตย์อยู่ในดาราจักรทางช้างเผือกโดยห่างจากศูนย์กลางดาราจักรทางช้างเผือกประมาณ 24000-26000 ปีแสง การโคจรรอบดาราจักร 1 รอบใช้เวลา 225-250 ล้านปี ด้วยความเร็วเฉลี่ยในการโคจร 251 กิโลเมตรต่อวินาที ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ขนาดเล็กเมื่อเทียบกับดาวฤกษ์อื่นๆ บนฟ้า แต่เนื่องจากดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้โลกที่สุด เราจึงสังเกตเห็นดวงอาทิตย์มีขนาดใหญ่
ขนาดของดวงอาทิตย์เมื่อเทียบกับดาวเคราะห์อื่นๆ ในระบบสุริยะ
ภาพจาก http://www.kiroastro.com/writings/perspective

ขนาดของดวงอาทิตย์เมื่อเทียบกับดาวฤกษ์อื่นๆ
ภาพจาก http://www.kiroastro.com/writings/perspective
โครงสร้างของดวงอาทิตย์

โครงสร้างของดวงอาทิตย์
ภาพจาก http://stloe.most.go.th/html/lo_index/LOcanada9/901/3_2en.htm
องค์ประกอบทั้งหมดของดวงอาทิตย์นั้นประกอบไปด้วยไฮโดรเจน 71 เปอร์เซนต์(โดยน้ำหนัก) และ ฮีเลียม 27 เปอร์เซนต์ ดวงอาทิตย์มีโครงสร้างภายในที่แบ่งออกได้เป็น 3 ชั้น โดยแต่ละชั้นนั้นอาจมีขอบเขตการแบ่งจากกันได้ไม่ชัดเจนนัก แกนกลางของดวงอาทิตย์ที่มีอุณหภูมิสูงถึง 15 ล้านองศาเซลเซียสจะเป็นชั้นที่เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันโดยเปลี่ยนอะตอมของไฮโดรเจนไปเป็นฮีเลียมด้วยอัตรา 4.4 ล้านตันต่อวินาที ซึ่งปฏิกิริยานิวเคลียร์ดังกล่าวจะปลดปล่อยพลังงานปริมาณมหาศาลในรูปของโฟตอนที่แผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาจากแกนกลางผ่านชั้นถัดมาของดวงอาทิตย์ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าเล็กน้อยคือชั้นเขตแผ่รังสีความร้อน
เขตแผ่รังสีความร้อน (radiative zone) จะมีอุณหภุมิประมาณ 5 ล้านองศาเซลเซียส โดยพลังงานจากแกนกลางของดวงอาทิตย์จะใช้เวลากว่า 1 ล้านปีในการเดินทางผ่านเขตแผ่รังสีความร้อนนี้ออกมายังส่วนนอกสุดของดวงอาทิตย์ ส่วนโครงสร้างชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์คือ เขตพาความร้อน (convective zone) ซึ่งชั้นนี้จะเริ่มตั้งแต่พื้นผิวที่มองเห็นของดวงอาทิตย์ลงไปจนความลึก 200000 กิโลเมตร พลังงานจะส่งผ่านชั้นนี้ออกไปยังพื้นผิวของดวงอาทิตย์โดยการพาความร้อนชั้นบรรยากาศ
พื้นผิวของดวงอาทิตย์ที่ปรากฏให้เราเห็นเรียกว่าชั้นโฟโตสเฟียร์ (photosphere) เป็นชั้นที่แสงสว่างถูกปลดปล่อยออกมาจากดวงอาทิตย์สู่อวกาศ ชั้นโฟโตสเฟียร์นี้อาจมีความหนาเป็นสิบถึงหลายร้อยกิโลเมตร โดยส่วนบนสุดจะมีอุณหภูมิที่ต่ำกว่าส่วนที่อยู่ลึกลงไปทำให้เมื่อเราถ่ายภาพดวงอาทิตย์จะเห็นบริเวณขอบของดวงอาทิตย์มีความสว่างน้อยกว่าส่วนที่อยู่บริเวณตรงกลาง บริเวณบางส่วนของชั้นโฟโตสเฟียร์นั้นอาจมีอุณหภูมิที่ต่ำกว่าบริเวณรอบข้างซึ่งทำให้ปรากฏเป็นจุดดำบนดวงอาทิตย์ (sunspots) โดยจุดดำบนดวงอาทิตย์เหล่านี้ไม่ใช่ลักษณะที่มีอยู่อย่างถาวรมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างและขนาดได้ สามารถเกิดขึ้นและสลายตัวได้ตลอดเวลา จุดเหล่านี้อาจจะมองเห็นเป็นจุดดำแต่แท้ที่จริงแล้วบริเวณเหล่านี้มันมีอุณหภูมิสูงถึง 4300-4800 องศาเซลเซียส (ซึ่งเย็นกว่าบริเวณอื่นๆ ที่มีอุณหภูมิประมาณ 5500 องศาเซลเซียส)
ชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์อยู่ถัดจากชั้นโฟโตสเฟียร์ขึ้นไปคือชั้นโครโมสเฟียร์ (chromosphere) เป็นชั้นที่มีความหนา 2000 กิโลเมตร ที่บริเวณบนสุดของชั้นนี้จะมีอุณหภูมิประมาณ 20000 องศาเซลเซียส เหนือขึ้นไปจากชั้นโครโมสเฟียร์จะเป็นเขตเปลี่ยนผ่าน (transition region) ซึ่งเป็นชั้นบางๆ มีความหนาประมาณ 200 กิโลเมตร ชั้นนี้จะมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากชั้นบนสุดของชั้นโครโมสเฟียร์ที่มีอุณหภูมิประมาณ 20000 องศาเซลเซียสไปเป็นอุณหภูมิกว่า 1 ล้านองศาเซลเซียสที่บริเวณบนสุดของชั้นนี้ซึ่งเชื่อมต่อกับชั้นโคโรนา (corona) ของดวงอาทิตย์
ในระหว่างการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงเราสามารถเห็นโคโรนาได้ด้วยตาเปล่า
ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Sun
ชั้นโคโรนาเป็นชั้นบรรยากาศนอกสุดของดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีปริมาตรมากกว่าปริมาตรของดวงอาทิตย์เสียอีก โคโรนาจะขยายไปในอวกาศในรูปแบบของลมสุริยะ (solar wind) ซึ่งเป็นอนุภาคความเร็วสูงที่ถูกปล่อยมาจากดวงอาทิตย์ทุกทิศทุกทางตลอดเวลา อุณหภูมิเฉลี่ยของโคโรนาและลมสุริยะคือประมาณ 1-2 ล้านองศาเซลเซียส แต่อย่างไรก็ตามส่วนที่ร้อนที่สุดอาจมีอุณหภูมิถึง 8-20 ล้านองศาเซลเซียสแหล่งข้อมูลอ้างอิง

แก้ไขล่าสุด 10 สิงหาคม 2552

ดาวพุธ (Mercury)
ระยะห่างจากดวงอาทิตย์ (โดยเฉลี่ย) 57.9 ล้านกิโลเมตร
รัศมี (โดยเฉลี่ย) 2439.7 กิโลเมตร (0.383 เท่าของโลก)
มวล 3.3022×1023 kg (0.055 เท่าของโลก)
คาบเวลาการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 88 วัน
คาบเวลาการหมุนรอบตัวเอง 59 วัน
จำนวนดาวบริวาร 0
สัญลักษณ์
อุณหภูมิ -183 ถึง 427 องศาเซลเซียส
ดาวพุธเป็นดาวเคราะห์ดวงลำดับแรกในระบบสุริยะ (Solar system) คือเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด ดาวพุธเป็นดาวที่สว่างมากเมื่อมองจากโลกแต่ว่าสามารถสังเกตเห็นได้ยากเนื่องจากดาวพุธอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากคือมีระยะห่างเชิงมุม (มองจากโลก) ไม่เกิน 28 องศา เราสามารถสังเกตเห็นดาวพุธได้เพียงไม่กี่วันใน 1 เดือน ซึ่งจะสังเกตเห็นดาวพุธได้ในช่วงหัวค่ำ(หลังจากดวงอาทิตย์ตกดิน)หรือตอนเช้ามืด(ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น)
ดาวพุธมีพื้นผิวที่คล้ายกับพื้นผิวของดวงจันทร์คือมีผิวขรุขระเนื่องจากจากการชนของหลุมอุกกาบาต โดยดาวพุธจะไม่มีดาวบริวาร แกนกลางของดาวพุธประกอบด้วยโลหะอยู่จำนวนมากทำให้มีสนามแม่เหล็กบนดาวพุธประมาณ 1 % ของโลก อุณหภูมิบนพื้นผิวมีความแตกต่างกันมากคืออาจร้อนสุดได้ถึง 427 องศาเซลเซียส และเย็นที่สุดได้ถึง -183 องศาเซลเซียส
การหมุนรอบตัวเองและการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของดาวพุธ
ภาพจาก http://www.solarviews.com/eng/mercury.htm
ดาวพุธหมุนรอบตัวเองใช้เวลา 59 วัน(ของโลก) ในขณะที่ใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ 88 วัน(ของโลก) คือมีอัตราส่วนระหว่างการหมุนรอบตัวเองกับการโคจรรอบดวงอาทิตย์ประมาณ 3:2 หมายถึงดาวพุธหมุนรอบตัวเอง 3 รอบจะโคจรรอบดวงอาทิตย์ได้ประมาณ 2 รอบ(ดังรูป) ทำให้ดาวพุธหันด้านเดิมเข้าหาดวงอาทิตย์ทุกๆการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 2 รอบ จึงทำให้เวลา 1 วัน(ของดาวพุธ) คือนับตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นถึงดวงอาทิตย์ขึ้นบนดาวพุธ มีเวลาเท่ากับ 2 ปี(ของดาวพุธ)

ยานสำรวจมาริเนอร์ 10 (MARINER 10)
ยานสำรวจมาริเนอร์ 10
ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Mariner_10
ยานสำรวจมาริเนอร์ 10 เป็นยานสำรวจเพียงลำเดียวที่เคยเดินทางไปสำรวจดาวพุธ โดยยานสำรวจมาริเนอร์ 10 มีภารกิจในการสำรวจชั้นบรรยากาศ พื้นผิว สภาพแวดล้อม และคุณสมบัติทางกายภาพต่างๆของดาวพุธและดาวศุกร์ ยานสำรวจมาริเนอร์ 10 ถูกส่งจากโลกเมื่อปีค.ศ. 1973 และเดินทางผ่านดาวพุธสองครั้งในปี ค.ศ.1974 และอีกครั้งในปี ค.ศ.1975 ทำการถ่ายภาพดาวพุธได้มากกว่า 2000 ภาพ ซึ่งสามารถทำแผนที่ดาวพุธได้ประมาณ 40-45 เปอร์เซนต์

วงโคจร

วงโคจรของดาวพุธเป็นวงโคจรที่มีความรีมากที่สุดของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ(ถ้าไม่นับดาวพลูโตที่เป็นดาวเคราะห์แคระ) คือมีจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด(perihelion) 46 ล้านกิโลเมตร และจุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุด(aphelion) 70 ล้านกิโลเมตร นั่นหมายความว่า ถ้าไปอยู่บนดาวพุธจะเห็นดวงอาทิตย์มีขนาดเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก โดยเมื่ออยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดจะเห็นดวงอาทิตย์ใหญ่เป็น 2 เท่าครึ่งของเมื่ออยู่ไกลดวงอาทิตย์ที่สุด ซึ่งโตประมาณ 4 เท่าของที่เห็นจากโลก ระนาบการโคจรกับระนาบของเส้นผ่านศูนย์กลางดาวพุธเกือบเป็นระนาบเดียวกันนั่นหมายความว่าบนดาวพุธจะไม่มีฤดูกาล และจะมีผิวดาวพุธบางส่วนที่ใกล้กับขั้วโลกจะไม่โดนแสงอาทิตย์เลยทำให้มีอากาศหนาวเย็นตลอดเวลา
วงโคจรของดาวพุธโครงสร้างของดาวพุธ
ดาวพุธเป็นดาวเคราะห์ที่เล็กที่สุดในระบบสุริยะ มีพื้นผิวที่เป็นหินคล้ายกับโลก โดยดาวพุธมีส่วนประกอบโดยรวมเป็นโลหะประมาณ 70 เปอร์เซนต์(โดยน้ำหนัก) และซิลิเกต (Silicate) ประมาณ 30 เปอร์เซนต์ แกนกลางของดาวพุธมีขนาดใหญ่คือมีรัศมีถึง 1800 กิโลเมตร(ประมาณ 75 เปอร์เซนต์ของรัศมีดาวพุธ) ประกอบด้วยโลหะเป็นส่วนมาก ล้อมรอบด้วยแมนเทิล(ที่ประกอบด้วยซิลิเกตเป็นหลัก)หนา 600 กิโลเมตร และมีเปลือกที่ประกอบด้วยซิลิเกตเป็นส่วนใหญ่ หนาประมาณ 100-300 กิโลเมตร
โครงสร้างของดาวพุธชั้นบรรยากาศ
ชั้นบรรยากาศของดาวพุธมีความเบาบางมากและก็ไม่เสถียรนัก เนื่องจากดาวพุธมีมวลน้อยมากจึงทำให้มีแรงดึงดูดไม่เพียงพอที่จะยึดชั้นบรรยากาศไว้ได้นาน ชั้นบรรยากาศของดาวพุธประกอบไปด้วยแก๊สออกซิเจน ไฮโดรเจน โซเดียม ฮีเลียม โพแทสเซียม และแคลเซียม โดยไฮโดรเจนและฮีเลียมนั้นได้มาจากลมสุริยะ ส่วนแก๊สอื่นๆเกิดขึ้นบนดาวพุธเอง สำหรับด้านที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์อากาศบนดาวพุธจะร้อนมากทำให้แก๊สเบาอย่างเช่นฮีเลียมมีพลังงานสูงสามารถหลุดออกไปนอกอวกาศได้ ส่วนด้านมืดของดาวพุธที่หนาวเย็นนั้นชั้นบรรยากาศจะมีความหนาแน่นมากกว่าเนื่องจากโมเลกุลของแก๊สมีพลังงานไม่เพียงพอที่จะหลุดออกสู่อวกาศได้แหล่งข้อมูลอ้างอิง

 

ดาวศุกร์ (Venus)
ระยะห่างจากดวงอาทิตย์ (โดยเฉลี่ย) 108.2 ล้านกิโลเมตร
รัศมี (โดยเฉลี่ย) 6052 กิโลเมตร (0.9499 เท่าของโลก)
มวล 4.8685×1024 kg (0.815 เท่าของโลก)
คาบเวลาการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 225 วัน
คาบเวลาการหมุนรอบตัวเอง 243 วัน
จำนวนดาวบริวาร 0
สัญลักษณ์
อุณหภูมิ 464 องศาเซลเซียส
ดาวศุกร์เป็นดาวดวงที่สองในระบบสุริยะและเป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะที่มีความคล้ายคลึงกับโลกมากที่สุดในเรื่องของขนาด มวล และความหนาแน่น บางคนจึงเรียกดาวศุกร์ว่าดาวฝาแฝดหรือดาวน้องสาวของโลก แต่ดาวศุกร์ก็มีความแตกต่างจากโลกอย่างสิ้นเชิงในเรื่องของชั้นบรรยากาศที่มีความหนาแน่นสูงและเต็มไปด้วยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ กลุ่มเมฆที่ประกอบไปด้วยกรดซัลฟุริก และอุณหภูมิที่ร้อนจัดถึง 464 องศาเซลเซียสซึ่งสูงที่สุดเมื่อเทียบกับดาวเคราะห์อื่นในระบบสุริยะ

ภาพจาก http://www.astro.virginia.edu/~mnc3z/astro121.html
เมื่อเราสังเกตดูท้องฟ้า ดาวศุกร์จะเป็นดาวที่มีความสว่างมากที่สุด(ถ้าไม่นับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์) เนื่องจากดาวศุกร์อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าโลกเราจึงเห็นดาวศุกร์ได้ในช่วงหัวค่ำและช่วงก่อนรุ่งสางเท่านั้นคือมีระยะห่างเชิงมุม (มองจากโลก) ไม่เกิน 47.8 องศา เราเรียกดาวศุกร์เมื่อปรากฏในช่วงหัวค่ำว่า ดาวประจำเมือง(evening star) ส่วนเมื่อปรากฏในช่วงก่อนรุ่งสางเราเรียกว่า ดาวประกายพรึก (morning star)
การหมุนรอบตัวเองและการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของดาวศุกร์
ภาพจาก http://www.geocities.com/kfuller2001/tVenus.html
ดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวในระบบสุริยะที่มีคาบเวลาการหมุนรอบตัวเอง(243 วันของโลก)นานกว่าคาบเวลาการโคจรรอบดวงอาทิตย์(225 วันของโลก) การหมุนรอบตัวเองของดาวศุกร์ทุกๆ 1/8 รอบ ดาวศุกร์จะโคจรรอบดวงอาทิตย์ได้ประมาณ 1/7 รอบ การหมุนเช่นนี้ทำให้ 1 วัน(ของดาวศุกร์) มีค่าประมาณ 117 วัน(ของโลก) นั่นหมายถึงว่า 1 วันของดาวศุกร์มีค่าน้อยกว่าเวลาการหมุนรอบตัวเองของดาวศุกร์เสียอีก โดยระยะเวลา 1 ปี(ของดาวศุกร์) มีค่าเท่ากับประมาณ 1.9 วัน(ของดาวศุกร์)

ปรากฏการณ์ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ (Transit of Venus)
ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ในวันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ.2004
ในภาพจะเห็นดาวศุกร์เป็นจุดดำบนดวงอาทิตย์
ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Transit_of_Venus,_2004
เนื่องจากดาวศุกร์อยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ทำให้เมื่อดาวศุกร์โคจรมาอยู่ในแนวเส้นตรงระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ คนบนโลกจะเห็นดาวศุกร์เป็นวงกลมดำบนพื้นผิวดวงอาทิตย์ เรียกว่า ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ ซึ่งเกิดไม่บ่อยนัก โดยจะเกิดเป็นคู่ห่างกันประมาณ 8 ปี ใน 1 ศตวรรษจะมีเกิด 1 คู่ เช่น คู่ที่เกิดในคริสต์ศตวรรษที่ 17 คือในปี ค.ศ. 1631 และ 1639 คู่ที่เกิดในคริสต์ศตวรรษที่ 18 คือในปี ค.ศ. 1761 และ 1769 คู่ที่เกิดในคริสต์ศตวรรษที่ 19 คือในปี ค.ศ. 1874 และ 1882 คู่ที่เกิดในคริสต์ศตวรรษที่ 21 คือในปี ค.ศ. 2004 และ 2012 โดยในปี ค.ศ.2012 นั้นจะเกิดขึ้นในวันที่ 6 มิถุนายน
แผนภาพแสดงการเคลื่อนที่ของดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์และระนาบการโคจรของโลกกับดาวศุกร์
ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Transit_of_Venus

วงโคจร

วงโคจรของดาวศุกร์มีความรีน้อยมาก(คือใกล้เคียงวงกลม) คือมีจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด(perihelion) 107.5 ล้านกิโลเมตร และจุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุด(aphelion) 108.9 ล้านกิโลเมตร ดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์ที่ไม่มีฤดูกาลเช่นเดียวกับดาวพุธด้วยเหตุที่ว่าระนาบการโคจรกับระนาบของเส้นผ่านศูนย์กลางดาวศุกร์เกือบเป็นระนาบเดียวกัน
วงโคจรของดาวศุกร์
การหมุนรอบตัวเองของดาวศุกร์
ภาพจาก http://www.windows.ucar.edu/kids_space/images/ask_retrograde_big.jp
นอกจากนี้ดาวศุกร์เป็นหนึ่งในสองดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ (ดาวเคราะห์อีกดวงคือยูเรนัส) ที่มีทิศทางการหมุนรอบตัวเองกับทิศทางการโคจรรอบดวงอาทิตย์ที่ต่างกัน คือมีทิศทางการโคจรรอบดวงอาทิตย์ในลักษณะทวนเข็มนาฬิกา ส่วนทิศทางการหมุนรอบตัวเองมีลักษณะไปตามเข็มนาฬิกาโครงสร้างของดาวศุกร์
ดาวศุกร์เป็นดาวที่มีขนาดและมวลที่ใกล้เคียงกับโลกมากนักวิทยาศาสตร์จึงเชื่อว่าโครงสร้างของดาวศุกร์มีความคล้ายคลึงกับโลก โดยแกนชั้นใน (inner core) ประกอบไปด้วยโลหะแข็ง(เหล็กและนิกเกิล) ส่วนแกนชั้นนอก (outer core) เป็นโลหะเหลวที่เป็นเหล็กและนิกเกิลเช่นเดียวกับแกนชั้นใน แต่ไม่ปรากฏว่าไม่สามารถวัดสนามแม่เหล็กของดาวศุกร์ได้ ทั้งนี้เนื่องจากว่าดาวศุกร์มีการหมุนรอบตัวเองที่ช้ามากเมื่อเทียบกับโลกจึงไม่สามารถทำให้โลหะเหลวในแกนชั้นนอกเเกิดการหมุนเวียน(circulation)ได้ จึงไม่ทำให้เกิดสนามแม่เหล็ก ในส่วนของชั้นแมนเทิลจะเป็นหินและชั้นเปลือกจะประกอบด้วยซิลิเกตเป็นหลัก พื้นผิวของดาวศุกร์จะมีความแห้งแล้งและร้อนกว่าดาวเคราะห์อื่นๆในระบบสุริยะ
โครงสร้างของดาวศุกร์
ภาพดัดแปลงจาก http://www.solarviews.com/browse/venus/venusint.jpg
ชั้นบรรยากาศ
ชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์มีความหนาแน่นมาก โดยมีความดันบรรยากาศมากกว่า 90 เท่าเมื่อเทียบกับโลก ชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ประกอบด้วยแก๊สคาร์บอนไดออกไซต์เป็นหลักถึง 96.5 เปอร์เซนต์ ซึ่งชั้นของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์นี้ปกคลุมตั้งแต่พื้นผิวของดาวศุกร์สูงขึ้นไปถึง 80 กิโลเมตร เหนือจากนั้นยังมีชั้นของกลุ่มเมฆที่ประกอบไปด้วยกรดซัลฟุริก แสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องมายังดาวศุกร์ส่วนใหญ่กว่า 80 เปอร์เซนต์จะถูกสะท้อนโดยกลุ่มเมฆกลับไปสู่อวกาศ ส่วนรังสีความร้อนที่ปลดปล่อยจากพื้นผิวดาวศุกร์จะถูกดูดกลืนด้วยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ทำให้ไม่สามารถระบายความร้อนไปสู่อวกาศได้ จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกขึ้นบนดาวศุกร์อย่างรุนแรง อุณหภูมิบนดาวศุกร์ที่เส้นผ่านศูนย์กลางและที่ขั้วโลกจะไม่แตกต่างกันมากนัก คืออยู่ที่ประมาณ 464 องศาเซลเซียสไม่ว่าจะเป็นช่วงกลางวันหรือกลางคืนก็ตาม
การดักจับความร้อนของแก๊สในชั้นบรรยากาศเปรียบเทียบระหว่างโลกกับดาวศุกร์
ภาพจาก http://physics.uoregon.edu/~jimbrau/astr121/Notes/Chapter9.html

ชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์
ภาพจาก http://www.astro.yale.edu/chunter/presentations/cty/solarsystem-environments.html
แหล่งข้อมูลอ้างอิง

แก้ไขล่าสุด 8 มกราคม 2552

 

โลก (Earth)
ระยะห่างจากดวงอาทิตย์ (โดยเฉลี่ย) 149.6 ล้านกิโลเมตร
รัศมี (โดยเฉลี่ย) 6371 กิโลเมตร
มวล 5.9736×1024 kg
คาบเวลาการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 365.256 วัน
คาบเวลาการหมุนรอบตัวเอง 23 ชั่วโมง 56 นาที 4.1 วินาที
จำนวนดาวบริวาร 1
สัญลักษณ์
อุณหภูมิ 14 องศาเซลเซียส
โลกที่อยู่อาศัยของมนุษย์เรานั้นเป็นดาวเคราะห์ลำดับที่ 3 ในระบบสุริยะ โลกเป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาดาวเคราะห์หินทั้งสี่ในระบบสุริยะ(ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก และ ดาวอังคาร) โลกนั้นถือกำเนิดเมื่อ 4.54 พันล้านปีมาแล้ว โดยในปัจจุบันโลกถือว่าเป็นดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เนื่องจากโลกมีชั้นบรรยากาศที่มีออกซิเจนและมีน้ำที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต อีกทั้งยังมีสนามแม่เหล็กโลกที่ป้องกันการแผ่รังสีต่างๆที่เป็นอันตรายจากอวกาศอีกด้วย
การโคจรของดวงจันทร์รอบโลก
ภาพจาก http://www.nmm.ac.uk/rog/2008/08/in_the_shadow_of_the_earth.html
นอกจากโลกของเราที่โคจรรอบดวงอาทิตย์แล้วโลกยังมีดวงจันทร์ที่โคจรรอบโลกอยู่ด้วย โดยระนาบการโคจรรอบโลกของดวงจันทร์ทำมุมประมาณ 5 องศากับระนาบการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งสมมุติว่าระนาบทั้งสองเป็นระนาบเดียวกันแล้วจะทำให้เกิดอุปราคาขึ้นทุก 2 สัปดาห์ สลับกันระหว่างสุริยุปราคาและจันทรุปราคา นอกจากนี้ดวงจันทร์ยังมีคาบเวลาการโคจรรอบโลก 27.32 วัน เท่ากันกับคาบเวลาในการโคจรรอบตัวเองของดวงจันทร์ทำให้เรามองเห็นดวงจันทร์จากโลกเพียงด้านเดียวของดวงจันทร์อยู่เสมอวงโคจร

วงโคจรของโลก
โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ในทิศทางทวนเข็มนาฬิกาเมื่อมองจากเหนือขั้วโลกเหนือของโลกและดวงอาทิตย์ มีลักษณะการโคจรเป็นรูปวงรีใช้เวลาในการโคจร 1 รอบ 365.2564 วัน โดยมีระยะใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด 147.1 ล้านกิโลเมตร และระยะไกลดวงอาทิตย์มากที่สุด 152.1 ล้านกิโลเมตร โดยแกนหมุนของโลก(ขั้วเหนือ-ใต้)ทำมุมเอียงกับระนาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ (ecliptic plane) 23.5 องศา การที่แกนโลกมีความเอียงนี่เองทำให้แต่ละพื้นที่บนโลกได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากันในแต่ละวันใน 1 ปี จึงทำให้เกิดฤดูกาลขึ้นบนโลกนั่นเอง ในฤดูร้อนของซีกโลกเหนือ ขั้วโลกเหนือจะหันเข้าหาดวงอาทิตย์ และเมื่อขั้วโลกเหนือหันออกจากดวงอาทิตย์ก็จะเกิดฤดูหนาวขึ้นที่ซีกโลกเหนือ
การแบ่งว่าเกิดฤดูกาลใดบนโลกนี้สามารถแบ่งได้โดยใช้วันโซลสทิส (solstices) และวันอิควิน็อก (equinox) โดยวันโซลสทิสฤดูร้อน (summer solstice) เกิดขึ้นวันที่ 21 มิถุนายน เป็นวันที่ขั้วโลกเหนือหันเข้าหาดวงอาทิตย์มากที่สุด วันโซลสทิสฤดูหนาว (winter solstice) เกิดขึ้นวันที่ 21 ธันวาคมเป็นวันที่ขั้วโลกเหนือหันออกจากดวงอาทิตย์มากที่สุด วันอิควิน็อกฤดูใบไม้ผลิ (spring equinox) และวันอิควิน็อกฤดูใบไม้ร่วง (autumnal equinox) เกิดขึ้นในวันที่ 20 มีนาคม และ 23 กันยายน ตามลำดับเป็นวันที่แกนของโลกตั้งฉากกับเส้นตรงที่ลากจากโลกไปยังดวงอาทิตย์ โดยวันทั้งสี่ก็จะเป็นช่วงของวันที่เกิดฤดูกาลต่างๆตามชื่อของวันนั่นเองโครงสร้างของโลก

โครงสร้างของโลก
พื้นผิวส่วนใหญ่ของโลกถึง 71 เปอร์เซนต์ปกคลุมไปด้วยน้ำ ส่วนพื้นผิวที่เหนือก็จะเป็นพื้นที่ที่เป็นทวีปและเกาะต่างๆ โดยในส่วนของเปลือกโลกนี้จะมีความหนาต่างกันออกไปเช่นเปลือกโลกส่วนที่อยู่ใต้มหาสมุทรอาจมีความหนาประมาณ 6 กิโลเมตร ส่วนเปลือกโลกส่วนที่เป็นทวีปอาจมีความหนาถึง 30 – 50 กิโลเมตร เปลือกโลกนี้จะไปกอบไปด้วยหินและแร่ธาตุมากมากหลากหลายชนิด
ถัดจากเปลือกโลกลงไปจะเป็นชั้นของแมนเทิลที่เป็นของแข็งประกอบไปด้วยเหล็กและแมกนีเซียมเป็นหลักโดยมีความหนาประมาณ 2800 กิโลเมตร ถัดลงไปจะเป็นส่วนของแกนโลกซึ่งแบ่งออกเป็นสองชั้นด้วยกันคือ แกนโลกชั้นนอก (outer core) และ แกนโลกชั้นใน (inner core) โดยแกนโลกชั้นนอกจะอยู่ห่างจากผิวโลกลงไปประมาณ 2900-5000 กิโลเมตรประกอบไปด้วยเหล็กและนิกเกิลในสถานะของเหลวมีอุณหภูมิประมาณ 6200 – 6400 องศาเซลเซียส ส่วนแกนโลกชั้นในมีรัศมีประมาณ 1000 กิโลเมตรชั้นนี้ก็จะประกอบไปด้วยเหล็กและนิกเกิลเช่นเดียวกับแกนโลกชั้นนอกแต่อยู่ในสถานะของแข็งมีอุณหภูมิประมาณ 4300-6200 องศาเซสเซียสชั้นบรรยากาศ
โลกห่อหุ้มไปด้วยชั้นบรรยากาศที่มีความหนาหลายร้อยกิโลเมตร โดยประกอบไปด้วยแก๊สไนโตรเจน 78.1 เปอร์เซนต์ แก๊สออกซิเจน 20.9 เปอร์เซนต์ อาร์กอน 0.9 เปอร์เซนต์ ที่เหลือเป็นแก๊สอื่นๆ นอกจากนี้ยังปรากฏไอน้ำในชั้นบรรยากาศอีกด้วย ชั้นบรรยากาศของโลกนี้จะมีความหนาแน่นที่บริเวณผิวโลกมากกว่าบริเวณที่สูงขึ้นไปอันเนื่องมาจากแรงโน้มถ่วงของโลก เช่นที่ความสูง 30 กิโลเมตรเหนือระดับน้ำทะเลความดันบรรยากาศจะมีค่าเพียง 1 เปอร์เซนต์ของความดันบรรยากาศที่ระดับน้ำทะเล
ชั้นบรรยากาศของโลก
ภาพจาก http://www.asc-csa.gc.ca/images/spacesuit_layers.jpg
ชั้นบรรยากาศของโลกแบ่งได้เป็น 5 ชั้นดังนี้

  • โทรโพสเฟียร์ (Troposphere) เป็นชั้นบรรยากาศล่างสุดตั้งแต่ผิวโลกไปถึงความสูง 8 กิโลเมตรบริเวณขั้วโลกหรือ ความสูง 15 กิโลเมตรบริเวณเส้นศูนย์สูตร ชั้นบรรยากาศนี้จะมีมวลของอากาศถึง 75 เปอร์เซนต์โดยมวลของมวลอากาศทั้งหมดที่ห่อหุ้มโลกไว้ อุณหภูมิของบรรยากาศชั้นนี้บริเวณขั้วโลกจะมีอุณหภูมิต่ำกว่าบริเวณเส้นศูนย์สูตรเนื่องจากผิวโลกบริเวณต่างๆ ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่ต่างกันทำให้เกิดสภาวะอากาศต่างๆขึ้น เกิดลมพัดจากบริเวณที่อุณหภูมิแตกต่างกันไปทั่วพื้นผิวโลก และลมดังกล่าวก็ทำให้เกิดการไหลขแงกระแสน้ำด้วย บริเวณบนสุดของชั้นโทรโพสเฟียร์นี้อาจมีอุณหภูมิลดลงถึงประมาณ -52 องศาเซลเซียส
  • สตราโตสเฟียร์ (Stratosphere) เป็นบริเวณถัดจากชั้นโทรโพสเฟียร์ไปจนถึงความสูง 50 กิโลเมตรเหนือระดับน้ำทะเล บริเวณบนสุดของชั้นสตราโตสเฟียร์นี้อาจมีอุณหภูมิประมาณ -3 องศาเซลเซียส
  • เมสโซสเฟียร์ (Mesosphere) เป็นบริเวณถัดจากชั้นสตราโตสเฟียร์ไปจนถึงความสูง 80-85 กิโลเมตรเหนือระดับน้ำทะเล บริเวณที่เชื่อมต่อระหว่างชั้นเมสโซสเฟียร์และชั้นเทอร์โมสเฟียร์นี้(บริเวณบนสุดของชั้นเมสโซสเฟียร์) จัดว่าเป็นบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำสุดบนโลกคือประมาณ -100 องศาเซลเซียส ชั้นเมสโซสเฟียร์นี้เป็นชั้นที่ฝนดาวตก (meteors) ส่วนใหญ่เผาไหม้หมดเมื่อเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลก
    อุณหภูมิและความดันที่บรรยากาศชั้นต่างๆ
    ภาพจาก http://www.wunderground.com/blog/LRandyB/comment.html?entrynum=73
  • เทอร์โมสเฟียร์ (Thermosphere) เป็นบริเวณถัดจากชั้นเมสโซสเฟียร์ไปจนถึงความสูงประมาณ 600 กิโลเมตรเหนือระดับน้ำทะเล บริเวณบนสุดของชั้นเทอร์โมสเฟียร์นี้อาจมีอุณหภูมิสูงถึง 1700 องศาเซลเซียสชั้นนี้เป็นชั้นสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) โคจรรอบโลกอยู่ที่ความสูง 320 – 380 กิโลเมตร
  • เอ็กโซสเฟียร์ (Exosphere) เป็นบรรยากาศชั้นนอกสุดของโลกเป็นรอยต่อระหว่างชั้นบรรยากาศของโลกและอวกาศซึ่งมีขอบเขตแบ่งระหว่างชั้นบรรยากาศและอวกาศที่ไม่ชัดเจน บรรยากาศชั้นนี้ประกอบไปด้วยแก๊สไฮโดรเจนและฮีเลียมเป็นหลัก

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

แก้ไขล่าสุด 31 กรกฎาคม 2552

 

ดาวอังคาร (mars)
ระยะห่างจากดวงอาทิตย์ (โดยเฉลี่ย) 227.9 ล้านกิโลเมตร
รัศมี (โดยเฉลี่ย) 3390 กิโลเมตร (0.533 เท่าของโลก)
มวล 6.4185×1023 kg (0.107 เท่าของโลก)
คาบเวลาการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 687 วัน
คาบเวลาการหมุนรอบตัวเอง 24.63 ชั่วโมง
จำนวนดาวบริวาร 2
สัญลักษณ์
อุณหภูมิ -87 ถึง -5 องศาเซลเซียส
ดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์ในลำดับที่สี่จากดวงอาทิตย์ และเป็นดาวเคราะห์ลำดับสุดท้ายของดาวเคราะห์หิน* บางครั้งเรามักเรียกดาวอังคารว่า “ดาวแดง” (Red Planet) เนื่องจากดาวอังคารปรากฏเป็นสีแดงคล้ายสีโลหิต พื้นผิวของดาวอังคารจะมีความแตกต่างระหว่างหุบเหวที่ลึกมากและภูเขาไฟที่สูงมากที่สุดเมื่อเทียบกับดาวเคราะห์อื่นในระบบสุริยะ พื้นผิวของดาวอังคารในปัจจุบันมีความแห้งแล้งแต่ก็มีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าดาวอังคารเคยมีน้ำมาก่อน
* ดาวเคราะห์ที่มีพื้นผิวชัดเจน (terrestrial planet) หรือ ดาวเคราะห์หิน (rocky planet) ในระบบสุริยะประกอบด้วยดาวเคราะห์ 4 ดวงคือ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก และ ดาวอังคาร
ภาพเปรียบเทียบขนาดของดาวเคราะห์หินทั้งสี่ คือ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก และ ดาวอังคาร ตามลำดับ(จากซ้ายไปขวา)
ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Mars
ดาวอังคารมีดาวบริวารหรือดวงจันทร์ขนาดเล็ก 2 ดวง คือ โฟบอส (Phobos) และดีมอส (Deimos) โดยทั้งสองดวงมีรูปร่างบิดเบี้ยวไม่เป็นรูปกลม ซึ่งคาดกันว่าอาจเป็นดาวเคราะห์น้อยที่หลงเข้ามาแล้วดาวอังคารคว้าดึงเอาไว้ให้อยู่ในเขตแรงดึงดูดของตน
โฟบอส (ซ้าย) และ ดีมอส (ขวา)
ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/File:Phobos_deimos_diff_rotated.jpg

วงโคจรของโฟบอสและดีมอสรอบดาวอังคาร
ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/File:Orbits_of_Phobos_and_Deimos.gif

  โฟบอส ดีมอส
ขนาด 27 x 21.6 x 18.8 กิโลเมตร 10 x 12 x 16 กิโลเมตร
เส้นผ่านศูนย์กลาง (เฉลี่ย) 22.2 กิโลเมตร 12.6 กิโลเมตร
น้ำหนัก 1.08×1016 kg 2×1015 kg
ระยะห่างจากดาวอังคาร (เฉลี่ย) 9378 กิโลเมตร 23400 กิโลเมตร
คาบเวลาการโคจร 7.66 ชั่วโมง 30.35 ชั่วโมง

วงโคจร

วงโคจรของดาวอังคารเป็นวงโคจรที่เป็นวงรีมีจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด(perihelion) ห่างจากดวงอาทิตย์ 207 ล้านกิโลเมตร และจุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุด(aphelion) 249 ล้านกิโลเมตร จึงทำให้อุณหภูมิในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาวมีความแตกต่างกันมาก แกนของดาวอังคารมีความเอียงเช่นเดียวกันกับโลกโดยมีความเอียงประมาณ 25.19 องศา ทำให้ช่วงเวลาหนึ่งแกนขั้วโลกเหนือของดาวอังคารชี้ไปยังดวงอาทิตย์ และอีกช่วงเวลาหนึ่งแกนขั้วโลกใต้ชี้ไปยังดวงอาทิตย์ บนดาวอังคารจึงมีฤดูกาลเช่นเดียวกันกับบนโลกแต่ว่าในแต่ละฤดูกาลจะมีความยาวนานกว่าเนื่องจากเวลาที่ใช้ในการโคจรรอบดวงอาทิตย์มีความยาวนานกว่าโลกนั่นเอง
วงโคจรของดาวอังคารโครงสร้างของดาวอังคาร
ดาวอังคารมีขนาด(รัศมี)ประมาณครึ่งหนึ่งของโลกและมีระยะห่างจากดวงอาทิตย์มากกว่าโลกซึ่งหมายความว่าดาวอังคารน่าจะเย็นตัวเร็วกว่าโลก แกนกลางที่เป็นโลหะของดาวอังคารจึงน่าที่จะเป็นของแข็ง แต่เนื่องด้วยความหนาแน่นของดาวอังคารค่อนข้างต่ำเมื่อเมื่อกับดาวเคราะห์หินอื่นๆจึงเชื่อได้ว่าแกนของดาวอังคารน่าจะมีส่วนผสมของซัลเฟอร์(sulphur) อยู่ในรูปของไอออนซัลไฟด์ (iron sulphide)
โครงสร้างของดาวอังคาร
รอบๆแกนของดาวอังคารจะเป็นชั้นแมนเทิลที่มีความหนามากเมื่อเทียบกับแกน โดยประกอบด้วยหินซิลิเกตเป็นหลัก ส่วนเปลือกที่เป็นหินชั้นนอกสุดของดาวอังคารจะมีความหนาประมาณ 80 กิโลเมตรในซีกโลกใต้ แต่จะมีความหนาเพียง 35 กิโลเมตรในซีกโลกเหนือชั้นบรรยากาศ
ชั้นบรรยากาศของดาวอังคารค่อนข้างเบาบางมากคือมีความดันบรรยากาศเฉลี่ยที่พื้นผิวเพียง 0.6 เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับโลก ชั้นบรรยากาศจะประกอบด้วยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เป็นหลักประมาณ 95.3 เปอร์เซนต์ มีแก๊สไนโตรเจนและอาร์กอน ประมาณ 2.7 และ 1.6 เปอร์เซนต์ตามลำดับ นอกนั้นจะเป็นแก๊สอื่นๆ
การที่เราเห็นดาวอังคารมีสีแดง (ความจริงจะเห็นเป็นสีค่อนไปทางส้มอมชมพู) เนื่องจากมีฝุ่นของไอออนออกไซด์ (iron oxide) หรือที่เรารู้จักกันว่าเป็น สนิมเหล็ก อากาศบนดาวอังคารจะมีความแปรปรวนสูงมาก โดยในช่วงฤดูร้อนของซีกโลกใต้ ลมจะพัดจากซีกโลกใต้ที่ร้อนกว่าไปยังซีกโลกเหนือ ซึ่งจะพัดพาเอาฝุ่นละอองต่างๆขึ้นไปสูงได้ถึง 1 กิโลเมตร ซึ่งพายุฝุ่นที่เกิดขึ้นนี้จะปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของดาวอังคารเลยทีเดียว และพายุฝุ่นนี่เองที่พัดมานานหลายศตวรรษทำให้พื้นผิวของดาวอังคารมีลักษณะเป็นแนวสันของหิน (yardangs or rock ridges) อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ภาพแสดงแนวสันของหินที่เกิดขึ้นบนดาวอังคารเนื่องจากการพัดของลมพายุ
ภาพจาก http://www.psi.edu/pgwg/images/sep08image.html
แหล่งข้อมูลอ้างอิง

แก้ไขล่าสุด 20 กุมภาพันธ์ 2552

 

ดาวพฤหัสบดี (Jupiter)
ระยะห่างจากดวงอาทิตย์ (โดยเฉลี่ย) 778.3 ล้านกิโลเมตร
รัศมี (โดยเฉลี่ย) 71,492 กิโลเมตร (11.209 เท่าของโลก)
มวล 1.8986×1027 kg (317.8 เท่าของโลก)
คาบเวลาการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 4,331.572 วัน (11.86 ปี)
คาบเวลาการหมุนรอบตัวเอง 9.93 ชั่วโมง
จำนวนดาวบริวาร 63
สัญลักษณ์
อุณหภูมิ -110 องศาเซลเซียส
ดาวพฤหัสบดีเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ มีน้ำหนักประมาณ 2.5 เท่าของน้ำหนักของดาวเคราะห์ดวงที่เหลือในระบบสุริยะรวมกัน และมีจำนวนดาวบริวารที่มากที่สุดอีกด้วย เมื่อมองจากโลกแล้วดาวพฤหัสบดีจะมีความสว่างมากที่สุดเป็นอันดับที่สี่รองจากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และดาวศุกร์ (อย่างไรก็ตามในบางวันอาจจะเห็นดาวอังคารมีความสว่างมากกว่าดาวพฤหัสบดี)
ดาวพฤหัสบดีมีบริวาร 63 ดวง โดยมี 4 ดวงใหญ่เรียงกันอยู่ในแนวเส้นศูนย์สูตร ซึ่งกาลิเลโอเป็นนักดาราศาสตร์คนแรกที่ใช้กล้องส่องพบบริวารสี่ดวงใหญ่นี้เมื่อ ค.ศ. 1610 จึงได้รับเกียรติว่าเป็นดวงจันทร์ของกาลิเลโอ (Galilean moons) ซึ่งได้แก่ Callisto Io Europa และ Ganymede
ดวงจันทร์ของกาลิเลโอเมื่อเทียบกับดาวพฤหัสบดี
จากบนลงล่าง Callisto Ganymede Europa และ Io
ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Jupiter
สิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่รู้จักเกี่ยวกับดาวพฤหัสบดีคือ จุดแดงใหญ่บนดาวพฤหัสบดี (great red spot) ซึ่งอยู่ที่บริเวณใต้เส้นศูนย์สูตรลงไป 22 องศา ซึ่งเกิดจากลมพายุกินบริเวณกว้างจนสามารถสังเกตุเห็นได้โดยกล้องโทรทรรศน์จากโลก โดยมีขนาดใหญ่กว่าโลกถึง 2-3 เท่าเลยทีเดียว
Great red spot เมื่อเทียบกับขนาดของโลก
ภาพดัดแปลงจาก http://thebigfoto.com/jupiter-from-space

ภาพถ่ายจากยานสำรวจวอยเอเจอร์ 1 เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ดาวพฤหัสบดี
แสดงการเคลื่อนที่ของชั้นบรรยากาศและ Great red spot
ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Jupiter
วงโคจร
ดาวพฤหัสบดีเป็นดาวเคราะห์ลำดับที่ 5 ในระบบสุริยะซึ่งมีระยะห่างเฉลี่ยจากดวงอาทิตย์ประมาณ 5 เท่าของระยะห่างเฉลี่ยระหว่างโลกและดวงอาทิตย์ โดยมีความแตกต่างระหว่างจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดกับจุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุดประมาณ 76.1 ล้านกิโลเมตร
วงโคจรของดาวพฤหัสบดี
ดาวพฤหัสบดีเป็นดาวเคราะห์ที่มีการโคจรรอบตัวเองเร็วที่สุดในระบบสุริยะโดยใช้เวลาเพียง 9.93 ชั่วโมง จึงทำให้ลักษณะของดาวพฤหัสบดีเป็นทรงกลมแป้นคือมีการโป่งออกบริเวณเส้นศูนย์สูตร โดยเส้นผ่านศูนย์กลางในแนวเส้นศูนย์สูตรมีขนาดยาวกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางในแนวขั้วเหนือ-ใต้ถึง 9275 กิโลเมตร แกนการหมุนของดาวพฤหัสบดีมีความเอียงเพียง 3.1 องศา ซึ่งส่งผลให้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลบนดาวพฤหัสบดี
เนื่องจากดาวพฤหัสบดีไม่มีมีพื้นผิวที่เป็นของแข็งทำให้ชั้นบรรยากาศของดาวพฤหัสบดีใช้เวลาในการหมุนแตกต่างกันในบริเวณขั้วและในบริเวณเส้นศูนย์สูตรประมาณ 5 นาที โดยในบริเวณละติจูดตั้งแต่ 10 องศาเหนือถึง 10 องศาใต้มีคาบเวลาการหมุนรอบตัวเอง 9 ชั่วโมง 50 นาที 30 วินาที ส่วนในละติจูดอื่นๆ(บริเวณขั้วเหนือ-ใต้) มีคาบเวลาการหมุนรอบตัวเอง 9 ชั่วโมง 55 นาที 40.6 วินาที แต่คาบเวลาในการหมุนรอบตัวเองของดาวพฤหัสบดีที่ใช้อย่างเป็นทางการคือคาบเวลาการหมุนของแมกนีโตสเฟียร์ (magnetosphere) ของดาวพฤหัสบดีโครงสร้างของดาวพฤหัสบดี

โครงสร้างของดาวพฤหัสบดี
ดาวพฤหัสบดีมีองค์ประกอบที่คล้ายกับดวงอาทิตย์มากที่สุดเมื่อเทียบกับดาวเคราะห์ดวงอื่นๆในระบบสุริยะ โดยส่วนนอกสุดประกอบไปด้วยแก๊สไฮโดรเจนและฮีเลียมซึ่งมีอุณหภูมิประมาณ -110 องศาเซลเซียส เมื่อลึกเข้าไปในแกนกลางที่มีอุณหภูมิและความดันเพิ่มขึ้นสถานะของไฮโดรเจนและฮีเลียมจะเปลี่ยนแปลงไป โดยที่ความลึกประมาณ 7,000 กิโลเมตร จะมีอุณหภูมิประมาณ 2,000 องศาเซลเซียส ไฮโดรเจนจะค่อยๆเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว ส่วนที่ความลึกประมาณ 14,000 กิโลเมตร จะมีอุณหภูมิประมาณ 5,000 องศาเซลเซียส ไฮโดรเจนจะกลายเป็นเมแทลลิกไฮโดรเจน (metallic hydrogen) ซึ่งทำหน้าที่คล้ายเป็นโลหะเหลว ส่วนแกนกลางของดาวพฤหัสบดีที่ความลึกประมาณ 60,000 กิโลเมตร จะเป็นแกนแข็งที่ประกอบด้วย หิน โลหะ และสารประกอบไฮโดรเจนชั้นบรรยากาศ
ชั้นบรรยากาศของดาวพฤหัสบดีประกอบด้วยแก๊สไฮโดรเจนเป็นหลักประมาณ 89.8 เปอร์เซนต์ ส่วนอีก 10.2 เปอร์เซนต์ที่เหลือประกอบไปด้วยแก๊สอื่นๆ เช่น ฮีเลียม แอมโมเนีย มีเทน อีเทน องค์ประกอบต่างๆเหล่านี้จะอยู่รวมกันอย่างหนาแน่นทำให้ดาวพฤหัสบดีปรากฏเป็นแถบสีที่สังเกตุเห็นได้อย่างชัดเจน โดยแก๊สในบริเวณเส้นศูนย์สูตรเมื่อได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์จะลอยตัวสูงขึ้นและเคลื่อนตัวไปยังบริเวณขั้ว ส่วนอากาศที่เย็นกว่าที่บริเวณขั้วจะเคลื่อนตัวลงมายังบริเวณที่ละติจูดต่ำกว่าทำให้เกิดการไหลเวียนของบรรยากาศ ซึ่งถ้าดาวพฤหัสบดีอยู่นิ่งๆแล้วการไหลเวียนของบรรยากาศจะไปในทิศทางเดียวกัน แต่เนื่องจากดาวพฤหัสบดีมีการหมุนรอบตัวเองด้วยทำให้นอกจากลมจะพัดจากเหนือ-ใต้แล้วยังพัดไปทางตะวันออก-ตะวันตกด้วย ทำให้เกิดการไหลเวียนของบรรยากาศเกิดขึ้นเป็นหย่อมเล็กๆบนดาวพฤหัสบดี ปรากฏการณ์นี้เองที่ทำให้เกิดแถบสีต่างๆบนดาวพฤหัสบดี โดยแถบสีขาวเกิดจากการเคลื่อนตัวของอากาศเย็น ส่วนแถบสีน้ำตาล-แดง เกิดจากการเคลื่อนตัวของอากาศที่อุ่นกว่า
การไหลเวียนของบรรยากาศบนดาวพฤหัสบดี
ภาพจาก http://physics.uoregon.edu/~jimbrau/astr121/Notes/Exam2rev.html
แหล่งข้อมูลอ้างอิง

แก้ไขล่าสุด 5 พฤษภาคม 2552

 

ดาวเสาร์ (Saturn)
ระยะห่างจากดวงอาทิตย์ (โดยเฉลี่ย) 1.43 พันล้านกิโลเมตร
รัศมี (โดยเฉลี่ย) 60,268 กิโลเมตร (9.4492 เท่าของโลก)
มวล 5.6846×1026 kg (95.152 เท่าของโลก)
คาบเวลาการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 10,832 วัน (29.46 ปี)
คาบเวลาการหมุนรอบตัวเอง 10.66 ชั่วโมง
จำนวนดาวบริวาร 61
สัญลักษณ์
อุณหภูมิ -140 องศาเซลเซียส
ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ลำดับที่ 6 ในระบบสุริยะซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สองรองจากดาวพฤหัสบดี โดยเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างไกลจากโลกมากที่สุดที่สามารถมองเห็นจากโลกได้ด้วยตาเปล่า องค์ประกอบหลักของดาวเสาร์จะเป็นแก๊สและของเหลว ดาวเสาร์มีลักษณะเป็นทรงกลมแป้นสูงกว่าดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ กล่าวคือมีเส้นผ่านศูนย์กลางในแนวเส้นศูนย์สูตร (60,268 กิโลเมตร) มากกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางในแนวขั้ว (54,364 กิโลเมตร) เกือบ 10 เปอร์เซนต์ ทั้งนี้เนื่องมากจากดาวเสาร์มีการหมุนโคจรรอบตัวเองที่เร็วมาก (ประมาณ 10.66 ชั่วโมง)
ภาพเปรียบเทียบขนาดของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ
ภาพจาก http://www.icphysics.com/modules.php?name=News&file=article&sid=80
ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ที่มีความสวยงามเมื่อมองผ่านกล้องโทรทรรศน์เนื่องจากจะมองเห็นวงแหวนที่ล้อมรอบดาวเสาร์ โดยวงแหวนของดาวเสาร์นั้นจะประกอบไปด้วยก้อนหินและก้อนน้ำแข็งซึ่งสามารถสะท้อนแสงได้ดี จึงสามารถสังเกตเห็นวงแหวนได้โดยง่าย วงแหวนของดาวเสาร์นี้มีความกว้างวัดจากขอบในสุดถึงขอบนอกสุดถึงประมาณ 65,000 กิโลเมตร แต่มีความหนาโดยเฉลี่ยเพียงประมาณ 500 กิโลเมตร
วงแหวนของดาวเสาร์
ภาพจาก http://www.astro.psu.edu/users/niel/astro1/slideshows/class39/slides-39.html
ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ที่มีดวงจันทร์บริวารจำนวนมาก โดยดาวบริวารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือไททัน(Titan) โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 5,150 กิโลเมตร ไททันถูกค้นพบในปีค.ศ. 1655 และไททันยังเป็นดาวบริวารเพียงดวงเดียวในระบบสุริยะที่ตรวจพบชั้นบรรยากาศ
ดวงจันทร์ไททัน และ โครงสร้างของดวงจันทร์ไททัน
ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Titan_(moon)
วงโคจร

วงโคจรของดาวเสาร์
ดาวเสาร์ใช้เวลา 29.46 ปี(ของโลก) ในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ โดยแกนของดาวเสาร์มีความเอียง 26.7 องศา (ซึ่งใกล้เคียงกับโลกที่มีความเอียง 23.5 องศา) เมื่อดาวเสาร์โคจรรอบดวงอาทิตย์จะมีบางช่วงเวลาที่ขั้วเหนือชี้ไปยังดวงอาทิตย์และบางช่วงเวลาที่ขั้วใต้ชี้ไปยังดวงอาทิตย์ (เช่นเดียวกับโลก) ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวเราสามารถสังเกตุเห็นได้จากโลกจากลักษณะของวงแหวนดาวเสาร์ที่ปรากฏ เช่นเมื่อขั้วเหนือหันไปยังดวงอาทิตย์เราจะเห็นวงแหวนจากทางด้านบน เมื่อเวลาผ่านไปเราจะเริ่มสังเกตุเห็นวงแหวนค่อยๆบางลงเรื่อยๆเนื่องจากดาวเสาร์เริ่มหันขั้วเหนือออกจากดวงอาทิตย์ และวงแหวนจะบางลงจนเราอาจสังเกตุไม่เห็นเมื่อดาวเสาร์หันด้านข้างเข้าสู่โลก หลังจากนั้นเมื่อขั้วใต้ของดาวเสาร์เริ่มหันเข้าสู่ดวงอาทิตย์เราจะค่อยๆสังเกตุเห็นวงแหวนหนาขึ้นอีกครั้งจากทางด้านล่างของวงแหวน และเป็นเช่นนี้สลับกันไปเรื่อยๆในแต่ละรอบของการโคจร
ภาพดาวเสาร์ในปีค.ศ.2001 ถึง 2029
ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Saturn
โครงสร้างของดาวเสาร์
ดาวเสาร์มีมวลมากกว่าโลกเพียง 95 เท่า เมื่อเทียบกับปริมาตรที่มากกว่าโลกถึง 764 เท่า ทั้งนี้เนื่องจากดาวเสาร์ประกอบด้วยธาตุที่มีน้ำหนักเบาเป็นหลักคือ ฮีเลียมและ ไฮโดรเจน ในสถานะแก๊สและสถานะของเหลว ดาวเสาร์จึงมีความหนาแน่นเพียงประมาณ 0.7 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร (ซึ่งมีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ) นั่นคือถ้ามีมหาสมุทรที่ใหญ่พอ เราก็สามารถที่จะนำดาวเสาร์ไปลอยอยู่บนน้ำได้
โครงสร้างของดาวเสาร์
ดาวเสาร์ไม่ได้มีพื้นผิวที่เห็นได้ชัดเจน (ซึ่งต่างจากโลกที่มีพื้นผิวเป็นหิน) โดยถัดจากชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์ที่เป็นแก๊สแล้ว เมื่อลึกลงไปในดาวเสาร์เรื่อยๆโมเลกุลของแก๊สนั้นจะถูกบีบอัดจากแรงดันบรรยากาศจนกลายเป็นของเหลวซึ่งถือว่าเป็นพื้นผิวของดาวเสาร์ ส่วนชั้นในของดาวเสาร์ซึ่งประกอบด้วยฮีเลียมและไฮโดรเจนเหลวที่มีการสูญเสียอิเล็กตรอนทำให้มีลักษณะคล้ายโลหะเหลวเคลื่อนที่อยู่ ทำให้ดาวเสาร์สร้างสนามแม่เหล็กขึ้นได้ โดยสนามแม่เหล็กนี้มีความเข้มข้นมากกว่าโลกกว่า 71 เปอร์เซนต์ชั้นบรรยากาศ
บรรยากาศชั้นนอกของดาวเสาร์ประกอบด้วยไฮโดรเจน 96.3 เปอร์เซนต์ และฮีเลียม 3.25 เปอร์เซนต์ นอกจากนั้นจะเป็นแก๊สอื่นๆ เช่น แอมโมเนีย อีเทน และมีเทน บรรยากาศชั้นนอกสุดนั้นมีอุณหภูมิประมาณ -140 องศาเซลเซียส
เราเชื่อว่ากลุ่มของหมอกบนดาวเสาร์แบ่งออกเป็น 3 ชั้น โดยชั้นในสุดประกอบด้วยน้ำแข็งหนาประมาณ 10 กิโลเมตร ชั้นถัดมาประกอบด้วย แอมโมเนียมไฮโดรซัลไฟด์ (ammonium hydrosulfide) หนาประมาณ 50 กิโลเมตร ส่วนชั้นบนสุดเป็นกลุ่มหมอกของแอมโมเนียแข็ง (ammonia ice) ดาวเสาร์จัดว่าเป็นดาวเคราะห์ที่มีลมพายุพัดแรงที่สุดในระบบสุริยะ โดยยานสำรวจวอยเอเจอร์สามารถวัดความเร็วของพายุได้ถึง 1,800 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแหล่งข้อมูลอ้างอิง

แก้ไขล่าสุด 15 พฤษภาคม 2552

 

ดาวยูเรนัส (Uranus)
ระยะห่างจากดวงอาทิตย์ (โดยเฉลี่ย) 2.87 พันล้านกิโลเมตร
รัศมี (โดยเฉลี่ย) 25,559 กิโลเมตร (4.007 เท่าของโลก)
มวล 8.681×1025 kg (14.536 เท่าของโลก)
คาบเวลาการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 30,799 วัน (84.3 ปี)
คาบเวลาการหมุนรอบตัวเอง 17.24 ชั่วโมง
จำนวนดาวบริวาร 27
สัญลักษณ์
อุณหภูมิ -214 องศาเซลเซียส
ดาวยูเรนัส(หรือที่คนไทยเรียกดาวมฤตยู) เป็นดาวเคราะห์ลำดับที่ 7 ในระบบสุริยะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 รองจากดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ถูกค้นพบโดยเซอร์วิลเลียม เฮอร์เซล (Sir William Herschel) ในเดือนมีนาคม ค.ศ.1781 ต่อมาในเดือนมีนาคม ค.ศ.1977 นักดาราศาสตร์ที่หอดูดาวไคเปอร์ แอร์บอร์น (Kuiper Airborne Observatory) ได้ค้นพบว่าดาวยูเรนัสมีวงแหวนในระหว่างการศึกษาดาวยูเรนัส โดยพบว่าดาวยูเรนัสหายไปเป็นจำนวน 5 ครั้ง ซึ่งพวกเขาได้สรุปว่าดาวยูเรนัสน่าจะมีวงแหวนล้อมรอบอยู่ โดยวงแหวนดังกล่าวได้บดบังแสงจากดาวยูเรนัสไว้ ทำให้มองไม่เห็นดาวยูเรนัสเป็นบางช่วงเวลา
เซอร์วิลเลียม เฮอร์เซล
ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/William_Herschel

ภาพถ่ายดาวยูเรนัสพร้อมวงแหวนและดาวบริวารจากกล้องโทรทรรศน์ฮับเบิล
ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Uranus

วงแหวนดาวยูเรนัส
ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Uranus
ในปีค.ศ.1986 เมื่อยานสำรวจวอยเอเจอร์ 2 โคจรผ่านดาวยูเรนัสได้ถ่ายภาพดาวยูเรนัสพร้อมวงแหวนและดาวบริวารส่งกลับมายังโลกเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตามวงแหวนของดาวยูเรนัสมีความมืดมากเมื่อเทียบกับวงแหวนของดาวเสาร์ เราจึงสังเกตุเห็นวงแหวนของดาวยูเรนัสได้ยาก โดยวงแหวนที่สว่างที่สุดคือวงแหวน εวงโคจร
ดาวยูเรนัสใช้เวลา 84 ปี(ของโลก) ในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ดาวยูเรนัสมีการโคจรรอบตัวเองในทิศทางที่ตรงข้ามกับดาวเคราะห์ในระบบสุริยะดวงอื่นๆ (ยกเว้นดาวศุกร์) โดยมีแกนการโคจรรอบตัวเองทำมุม 98 องศากับระนาบการโคจร ส่งผลให้ขั้วเหนือและขั้วใต้ของดาวยูเรนัสหันเข้าหาดวงอาทิตย์ต่อเนื่องเป็นเวลาถึง 21 ปี เช่น เมื่อขั้วเหนือหันเข้าหาดวงอาทิตย์เป็นเวลา 21 ปี ขั้วใต้จะไม่ถูกแสงอาทิตย์เลย
วงโคจรของดาวยูเรนัส
ถึงแม้ว่าดาวยูเรนัสจะหันขั้ว(เหนือหรือใต้)เข้าหาดวงอาทิตย์ ซึ่งทำให้บริเวณขั้วได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์มากกว่าบริเวณเส้นศูนย์สูตร แต่ก็ปรากฏว่าอุณหภูมิบริเวณเส้นศูนย์สูตรมีค่าสูงกว่าบริเวณขั้ว ซึ่งยังไม่ทราบว่าเกิดจากสาเหตุใดโครงสร้างของดาวยูเรนัส
แกนกลางของดาวยูเรนัสประกอบด้วยหินและน้ำแข็งมีรัศมีประมาณ 20 เปอร์เซนต์ของรัศมีของดาว มีน้ำหนักประมาณ 0.55 เท่าของโลก ส่วนแมนเทิลที่ล้อมรอบแกนกลางอยู่มีน้ำหนักประมาณ 13.4 เท่าของโลกประกอบไปด้วยน้ำ มีเทน และ แอมโมเนียแข็ง ส่วนรอบนอกสุดของดาวยูเรนัสประกอบไปด้วยแก๊สไฮโดรเจนและฮีเลียม ซึ่งมีมวลประมาณ 0.5 เท่าของโลก
โครงสร้างของดาวยูเรนัส
โครงสร้างภายในดาวยูเรนัสที่เป็นของเหลว นั่นหมายถึงว่าดาวยูเรนัสไม่มีพื้นผิวที่เป็นของแข็ง ชั้นบรรยากาศที่เป็นแก๊สจะแทรกซ้อนอยู่กับพื้นผิวที่เป็นของเหลว ดังนั้นบริเวณที่กำหนดให้เป็นพื้นผิวของดาวยูเรนัสจึงนิยามให้เป็นบริเวณที่มีความดันบรรยากาศเป็น 1 บาร์(หรือ 100kPa)
องค์ประกอบของดาวยูเรนัสและดาวเนปจูนมีความแตกต่างจากดาวเสาร์และดาวพฤหัสบดี โดยพบว่าดาวยูเรนัสและดาวเนปจูนประกอบด้วยน้ำแข็งเป็นหลัก จึงอาจเรียกดาวยูเรนัสและดาวเนปจูนว่าเป็นดาวน้ำแข็งยักษ์ (ice gaints)ชั้นบรรยากาศ
ชั้นบรรยากาศของดาวยูเรนัสประกอบด้วยไฮโดรเจน 82.5 เปอร์เซนต์ ฮีเลียม 15.2 เปอร์เซนต์ มีเทน 2.3 เปอร์เซนต์ โดยกลุ่มแก๊สมีเทนนี่เองที่ดูดกลืนแสงสีแดงจากดาวอาทิตย์ทำให้เรามองเห็นดาวยูเรนัสมีสีฟ้า ข้อมูลจากยานสำรวจวอยเอเจอร์ 2 พบว่ากลุ่มหมอกแอมโมเนียและน้ำมีการเคลื่อนที่ไปรอบๆดาว ซึ่งเป็นผลมาจากลมที่พัดและการโคจรรอบตัวเองของดาวยูเรนัส นอกจากนี้ยังพบอีกว่าการคายพลังงานจากดาวยูเรนัสและการรับพลังงานจากดวงอาทิตย์มีปริมาณที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งส่งผลให้สภาพอากาศบนดาวยูเรนัสมีการเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก
ยานสำรวจวอยเอเจอร์ 2 โคจรผ่านดาวยูเรนัสในปีค.ศ.1986
ภาพจาก http://www.cartage.org.lb/en/themes/sciences/Astronomy/Astronautics/Theofspace/voyager2/voyager2.htm
แหล่งข้อมูลอ้างอิง

แก้ไขล่าสุด 25 พฤษภาคม 2552

 

ดาวเนปจูน (Neptune)
ระยะห่างจากดวงอาทิตย์ (โดยเฉลี่ย) 4.5 พันล้านกิโลเมตร
รัศมี (โดยเฉลี่ย) 24766 กิโลเมตร (3.883 เท่าของโลก)
มวล 1.0243×1026 kg (17.147 เท่าของโลก)
คาบเวลาการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 60190 วัน (164.79 ปี)
คาบเวลาการหมุนรอบตัวเอง 16.11 ชั่วโมง
จำนวนดาวบริวาร 13
สัญลักษณ์
อุณหภูมิ -200 องศาเซลเซียส
ดาวเนปจูน(หรือที่คนไทยเรียกดาวเกตุ) เป็นดาวเคราะห์สุดท้ายคือลำดับที่ 8 ในระบบสุริยะที่มีขนาดเล็กที่สุดและหนาวเย็นที่สุดในบรรดาดาวเคราะห์แก๊สยักษ์ทั้งสี่ (ได้แก่ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัสและดาวเนปจูน) ดาวเนปจูนถูกค้นพบในปี 1846 ซึ่งถือว่าดาวเนปจูนเป็นดาวดวงแรกที่ถูกค้นพบได้ด้วยการคำนวนทางคณิตศาสตร์ต่างกับดาวเคราะห์ดวงอื่นที่ถูกค้นพบด้วยการสังเกตการณ์ เนื่องจากนักดาราศาสตร์ได้พบว่าวงโคจรของดาวยูเรนัสมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากอิทธิพลของแรงดึงดูดจากดาวเคราะห์ดวงหนึ่งซึ่งในขณะนั้นยังไม่ทราบว่าเป็นดาวเคราะห์ดวงใด ดาวเนปจูนจึงถูกค้นพบหลังจากนั้นในตำแหน่งที่ใกล้เคียงกับที่นักดาราศาสตร์ได้คำนวนไว้
ภาพวาดยานวอยเอเจอร์ 2 ขณะเดินทางไปถึงดาวเนปจูนและดวงจันทร์ Triton ของดาวเนปจูน
ภาพจาก http://cache-media.britannica.com/eb-media/12/74312-004-0405861C.jpg
ยานอวกาศเพียงลำเดียวที่เคยเดินทางไปสำรวจดาวเนปจูนคือยานวอยเอเจอร์ 2 (Voyager 2) ซึ่งได้เดินทางไปถึงดาวเนปจูนในปี 1989 พร้อมทั้งถ่ายภาพดาวเนปจูนในระยะใกล้เป็นภาพแรกกลับมายังโลก นอกจากนั้นยังได้ถ่ายภาพยืนยันว่าดาวเนปจูนมีวงแหวนอีกด้วยหลังจากวงแหวนของดาวเนปจูนถูกค้นพบมาแล้วก่อนหน้านั้น ทั้งนี้ยานวอยเอเจอร์ 2 ยังได้ค้นพบดวงจันทร์ของดาวเนปจูนเพิ่มเติมจากเดิมอีก 6 ดวงด้วยวงโคจร

วงโคจรของดาวเนปจูน
วงโคจรของดาวเนปจูนมีความรีน้อยมากเมื่อเทียบกับดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ (ยกเว้นดาวศุกร์) นั้นคือมีความกลมค่อนข้างมาก โดยมีจุดไกลดวงอาทิตย์มากที่สุด 4.54 พันล้านกิโลเมตร และจุดใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด 4.44 พันล้านกิโลเมตร คือมีความแตกต่างกันเพียงประมาณ 100 ล้านกิโลเมตร
แกนหมุนของดาวเนปจูนมีความเอียง 28.3 องศาเมื่อเทียบกับระนาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ (ซึ่งคล้ายกับแกนโลกที่มีความเอียง 23.5 องศา) ซึ่งหมายความว่าบนดาวเนปจูนจะมีฤดูกาลเกิดขึ้นเช่นเดียวกันกับโลก แต่เนื่องจากดาวเนปจูนมีคาบเวลาการโคจรรอบดวงอาทิตย์ยาวนานถึง 164.8 ปี ฤดูกาลแต่ละฤดูกาลจึงยาวนานถึงประมาณ 40 ปี และเนื่องจากคาบเวลาการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 164.8 ปีนี่เอง ทำให้ดาวเนปจูนยังโคจรไม่ครบ 1 รอบดีในปีนี้(ปี 2009) ตั้งแต่ถูกค้นพบเป็นครั้งแรกในปี 1846 (จะโคจรครบ 1 รอบในปี 2011)โครงสร้างของดาวเนปจูน
ดาวเนปจูนมีขนาดและโครงสร้างที่ใกล้เคียงกับดาวยูเรนัสโดยมีแกนกลางเป็นหินและน้ำแข็ง ซึ่งมีมวลประมาณ 1.2 เท่าของแกนของโลกเรา มีความดันประมาณ 7 ล้านบาร์ ซึ่งมากกว่าความดันบรรยากาศบนพื้นโลกกว่าล้านเท่าและคาดว่ามีอุณหภูมิสูงกว่า 5400 เคลวิน
โครงสร้างของดาวเนปจูน
ชั้นแมนเทิลของดาวเนปจูนประกอบด้วยน้ำ แอมโมเนีย และมีเทนที่มีอุณหภูมิ 2000 ถึง 5000 เคลวินและมีมวลประมาณ 10 ถึง 15 เท่าของมวลของโลก โดยชั้นของแมนเทิลนี่เองที่สร้างสนามแม่เหล็กรอบๆ ดาวเนปจูน ส่วนชั้นนอกสุดของดาวเนปจูนเป็นชั้นบรรยากาศที่ประกอบไปด้วยแก๊สไฮโดรเจน ฮีเลียม และมีเทน
เนื่องจากดาวเนปจูนมีการโคจรรอบตัวเองที่รวดเร็วมากคือประมาณ 16.11 ชั่วโมง จึงทำให้ดาวเนปจูนมีลักษณะโป่งออกที่เส้นศูนย์สูตร โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางบริเวณเส้นศูนย์สูตรมากกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางในแนวขั้วเหนือ-ใต้ประมาณ 848 กิโลเมตรชั้นบรรยากาศ
ชั้นบรรยากาศของดาวเนปจูนประกอบด้วยแก๊สไฮโดรเจน 79 เปอร์เซนต์ ฮีเลียม 18 เปอร์เซนต์ แก๊สมีเทนและแก๊สอื่นๆอีก 3 เปอร์เซนต์ และแก๊สมีเทนในชั้นบรรยากาศนี่เองที่เป็นตัวดูดกลืนแสงสีแดงพร้อมทั้งสะท้อนแสงสีน้ำเงินทำให้เราสังเกตุเห็นดาวเนปจูนปรากฏเป็นสีน้ำเงิน
ชั้นบรรยากาศของดาวเนปจูนมีความแปรปรวนสูงมีพายุขนาดใหญ่และกระแสลมที่รุนแรงมาก โดยอาจมีกระแสลมแรงถึง 2160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อุณหภูมิบนพื้นผิวของดาวเนปจูนมีความหนาวเย็นมากคือมีอุณหภูมิโดยเฉลี่ย -200 องศาเซลเซียส เนื่องจากว่าดาวเนปจูนอยู่ห่างไกลจากดวงอาทิตย์มาก ความร้อนจากดวงอาทิตย์จึงมีผลต่อดาวเนปจูนน้อยมาก ความร้อนส่วนใหญ่ที่มีผลต่อบรรยากาศบนดาวเนปจูนจึงมาจากความร้อนภายในแกนของดาวเนปจูนเอง
ภาพ Great Dark Spot บนดาวเนปจูน ถ่ายโดยยานสำรวจ Voyager 2 เป็นการเกิดพายุแบบหมุนทวนเข็มนาฬิกาบนดาวเนปจูนแหล่งข้อมูลอ้างอิง

แก้ไขล่าสุด 25 กรกฎาคม 2552

About these ads
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s